การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
SDGs 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความมุ่งมั่น

  • มุ่งมั่นที่จะบริหารการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยส่งเสริมการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกให้พนักงานใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและไม่สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น รวมถึงให้ความสำคัญต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยมุ่งลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมาย
  • ลดปริมาณค่าใช้จ่ายจากการใช้ไฟฟ้าลงจากปี 2024 ซึ่งเป็นปีฐาน ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 ต่อปีเมื่อเทียบกับยอดค่าใช้จ่ายสาขาต่อสาขาที่เปิดให้บริการในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ผลการดำเนินงานในปี 2568

ทบทวนความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

จัดหาไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จำนวน

767 เมกกะวัตต์

การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 1,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี และประหยัดพลังงานได้กว่า

8,000 บาท/ปี

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบเชิงลบจากการดำเนินงานในทุกมิติ และตระหนักดีว่าสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งการใช้พลังงานในการดำเนินธุรกิจถือเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว มากไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังตระหนักถึงต้นทุนการใช้พลังงานที่ปรับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่อาจสูงขึ้น

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

การกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทมีการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยหนึ่งในหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงคือการกำกับดูแล ติดตามและประเมินความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่รวมถึงความเสี่ยงด้าน ESG และความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทยังได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืนของกิจการด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นประธานคณะทำงานชุดดังกล่าวซึ่งจะรับมอบแนวทางและนโยบายจากคณะกรรมการบริษัทสู่การกำหนดกลยุทธ์และผลักดันให้เกิดการปฏิบัติภายในองค์กร รวมถึงติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้

การประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทได้วิเคราะห์ความเสี่ยงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสองมิติหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) และ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transitional Risk) โดยพิจารณาทั้งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้ว (Acute) และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น (Potential) เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการรับมือและปรับตัวเพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ความเสี่ยงทางกายภาพ

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นและมีความถี่มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐาน สถานที่ดำเนินธุรกิจ และห่วงโซ่อุปทานของบริษัท โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณา ได้แก่

สถานการณ์ความเสี่ยงต่ออาคารสำนักงานและร้านค้า
  • ฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่เมืองอาจทำให้เกิดปัญหาการเดินทางของพนักงานและลูกค้า รวมถึงอาจสร้างความเสียหายต่อสินค้าคงคลังในร้านค้าและคลังสินค้า
  • พายุหรือฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงอาจส่งผลให้ไฟฟ้าดับ ส่งผลกระทบต่อระบบไอที ระบบขายหน้าร้าน (POS) และการให้บริการลูกค้าในสาขา
สถานการณ์ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งสินค้า
  • ภัยธรรมชาติเช่น น้ำท่วมฉับพลันหรือพายุในพื้นที่ซัพพลายเออร์อาจทำให้การขนส่งสินค้าล่าช้า กระทบต่อระยะเวลาการนำเข้าสินค้า
  • สภาพอากาศที่แปรปรวนอาจเพิ่มต้นทุนโลจิสติกส์ เช่น ค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากความจำเป็นในการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง หรือความต้องการพาหนะที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศ
สถานการณ์ความเสี่ยงต่อการใช้สินค้า
  • สินค้าที่มีการใช้งานตามฤดูกาล (Seasonal) เช่น น้ำมันบำรุงผิว (body oil) ซึ่งโดยปกติจะได้รับความนิยมในฤดูหนาว มีความต้องการใช้น้อยลงเมื่อภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงและร้อนขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าไม่สามารถใช้สินค้าได้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด ลูกค้าจึงรู้สึกถึงความไม่คุ้มค่าและอาจหลีกเลี่ยงการซื้อซ้ำได้ ส่งผลต่อยอดขายของบริษัท
  • ความต้องการซื้อลดลงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นการเดินทางน้อยลงหรืออยู่บ้านมากขึ้นส่งผลให้สินค้าสำหรับอากาศหนาวมียอดขายลดลง
แนวทางการรับมือ
พัฒนาแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ที่สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การจัดเตรียมแหล่งพลังงานสำรอง และการสำรองสินค้าคงคลังในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ
กระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน
โดยเลือกซัพพลายเออร์จากหลายพื้นที่ และสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่น
ใช้เทคโนโลยีติดตามสภาพอากาศล่วงหน้า
เพื่อวางแผนการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
พัฒนากลยุทธ์ทางการตลาด
โดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมเดินทางไปยังประเทศ/พื้นที่ที่มีอากาศหนาว และต้องการใช้สินค้า เช่น น้ำมันบำรุงผิว (Facial/Body oil) หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในสภาพอากาศแห้ง
ปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง
ส่งผลให้ราคาของผลิตภัณฑ์ลดลง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าจากราคาที่ต่ำลง ทั้งยังพกพาสะดวก รวมถึงลดปริมาณสินค้าคงคลังของบริษัท บริษัทสามารถกระจายสินค้าได้กว้างขึ้น และลดการสูญเสียจากการขายสินค้าไม่หมดภายในฤดูกาล

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน

การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทธนจิรา โดยมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
  • ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้การเลือกแบรนด์สินค้าเพื่อจำหน่ายต้องพิจารณาปัจจัยด้านวัตถุดิบ แหล่งที่มา และกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน
  • มีแนวโน้มที่ลูกค้าจะให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถรีไซเคิลได้ บริษัทจึงต้องคัดเลือกสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด
กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
  • หลายประเทศมีมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนและภาษีคาร์บอน ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น หากซัพพลายเออร์ไม่ได้ใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาจทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ในการคัดเลือกแบรนด์สินค้าใหม่ ๆ
เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลง
  • เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เช่น วัสดุทดแทนพลาสติก หรือระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ อาจส่งผลต่อการแข่งขันทางธุรกิจ หากบริษัทไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
  • การใช้ระบบดิจิทัลในการค้าปลีกมากขึ้น เช่น การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการควบคุมปริมาณการปล่อยคาร์บอนในการขนส่งสินค้า
แนวทางการรับมือ
พิจารณาเลือกแบรนด์ที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืน
และให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ปรับกระบวนการโลจิสติกส์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เช่น เลือกใช้ขนส่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ หรือใช้พลังงานสะอาดในคลังสินค้า
ประเมินผลกระทบของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่อาจมีต่อธุรกิจ
และเตรียมแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจให้แก่พนักงาน
เกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อธุรกิจ เพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิล หรือการออกแบบให้ใช้ทรัพยากรน้อยลง เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์
วางแนวทางการปรับราคาสินค้าที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น
โดยค่อยๆ ปรับขึ้นราคาตามช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมสื่อสารถึงที่มาของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความเข้าใจและยอมรับจากผู้บริโภค
มาตรการในการบริหารเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท

บริษัทธนจิราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยตระหนักถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ จึงได้ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการดำเนินงานขององค์กรและสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม อาทิ การติดตั้งระบบไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การรณรงค์ให้พนักงานมีส่วนร่วมกับบริษัทฯ ในการประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนอุปกรณ์สำนักงานที่ต้องใช้ไฟฟ้าให้เป็นแบบประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ปัจจุบัน บริษัทอยู่ในกระบวนการวางแผนการเก็บข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจก scope 3 ของบริษัทเพิ่มเติม เพื่อให้มีข้อมูลเกี่ยวกับการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 scope ได้ครอบคลุมมากที่สุด

การเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย

จากความมุ่งมั่นต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริษัทจึงสมัครเข้าร่วมเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามเจตนารมณ์ของประชาคมโลกเพื่อเป้าหมายของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การบริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้า

ด้วยลักษณะของธุรกิจที่เป็นการให้บริการ ไม่มีส่วนการผลิต การใช้พลังงานหลักจึงมาจากสำนักงานและร้านค้าสาขา ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ดำเนินมาตรการที่จะลดการใช้พลังงานในกระบวนการทำงาน ทั้งสำหรับทุกร้านค้าและภายในสำนักงานในเครืออย่างต่อเนื่อง ดังนี้

เปลี่ยนหลอดไฟแสงสว่างที่ใช้อยู่เดิมจากหลอด Fluorescent 36 W เป็น หลอด LED 14-18 W

ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าและมีอายุการใช้งานนานกว่า บริษัทฯ จะได้เริ่มทยอยให้ทุกส่วนงานมีการเปลี่ยนหลอดไฟดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้มากกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับการใช้หลอดไฟแบบเดิม

เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desk Top) มาใช้คอมพิวเตอร์แบบพกพา (Laptop)

ซึ่งกินไฟน้อยกว่า จากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะประมาณ 200-250 W เป็นประมาณ 60-70 W เท่านั้น โดยบริษัทฯ มีแผนจะเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2568

บริษัทฯ ได้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์โครงการประหยัดพลังงานและนํ้า

สำหรับใช้ในโรงงานและสำนักงานให้กับพนักงานเพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและรู้คุณค่า และปฏิบัติตามด้วยวิธีการต่างๆ โดยมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทางอีเมล และบอร์ดประชาสัมพันธ์ รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านสติ๊กเกอร์ตามจุดใช้งาน เพื่อรณรงค์การปิดไฟหลังใช้งาน การถอดปลั๊ก และปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน

เนื่องจากอาคารสำนักงานและร้านค้าของบริษัทตั้งอยู่ในอาคารสำนักงานให้เช่าและศูนย์การค้า ไม่มีข้อมูลหน่วยการใช้ไฟฟ้าตามจริง บริษัทจึงประมาณการใช้ปริมาณไฟฟ้าของบริษัทโดยการคำนวณจากราคาค่าไฟเฉลี่ยต่อหน่วยที่ถูกเรียกเก็บจริงจากการดำเนินกิจการร้านค้ารวมถึงอาคารสำนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2567-2568 เพื่อทราบถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบริษัทและใช้เป็นข้อมูลสำหรับการกำหนดเป้าหมายการลดการใช้ไฟฟ้ารวมถึงการบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดตามตารางด้านล่าง

ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบริษัทตั้งแต่ปี 2567-2568
ขอบเขต ปริมาณการใช้ไฟฟ้าปี 2567 (หน่วย) ปริมาณการใช้ไฟฟ้าปี 2568 (หน่วย)
ร้านค้าสาขาทั้งหมด 1,477,513.79 1,624,644.72
อาคารสำนักงาน 86,943.12 90,019.44
โกดังคลังสินค้า 93,544.32 82,735.07
รวมปริมาณการใช้ไฟฟ้า 1,658,001.23 1,797,399.23

หมายเหตุ

1. ปี 2567 จำนวนร้านค้าสาขาที่เก็บข้อมูลได้คือ 65 สาขา ในขณะที่ปี 2568 จำนวนร้านค้าที่เก็บข้อมูลได้คือ 62 สาขา

2. ข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้าของอาคารสำนักงาน 4 แห่ง และ อาคารโกดังสินค้าสินค้า 4 แห่ง

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 (Scope 2)
ขอบเขต ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 2) ปี 2567 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 2) ปี 2568
ร้านค้าสาขาทั้งหมด 701,819.05 tCO2e 771,706.24 tCO2e
อาคารสำนักงาน 41,297.98 tCO2e 42,759.23 tCO2e
โกดังคลังสินค้า 44,433.55 tCO2e 39,299.16 tCO2e
รวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 (Scope 2) 884,207.12 tCO2e 935,823.03 tCO2e

หมายเหตุ

ค่า Emission Factor สำหรับการคำนวณ scope 2 ได้แก่ 0.4750 kgCO2e/kWh เป็นค่ามาตรฐานล่าสุดที่ผ่านความเห็นชอบโดยคณะกรรมการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO (อบก.) (Source: Carbon Footprint for Organization)

ความเข้มข้นของพื้นที่ต่อตารางเมตร (Scope 2 Intensity)
จำนวนพื้นที่ (ร้านค้าสาขา อาคารสำนักงาน และ โกดังสินค้า) ดัชนีความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 2 ต่อตารางเมตร
2567 15,070.58 ตารางเมตร 58.67 kgCO2e/Sq.m
2568 15,765.74 ตารางเมตร 59.36 kgCO2e/Sq.m

ปี 2568 บริษัทมีการขยายพื้นที่ดำเนินงานรวม (รวมร้านค้าสาขา สำนักงาน และคลังสินค้า) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.61 จาก 15,070.58 ตารางเมตรในปี 2567 เป็น 15,765.74 ตารางเมตรในปี 2568 อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถควบคุมดัชนีความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 2 (Scope 2 Intensity) ให้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.17 เท่านั้น จาก 58.67 kgCO2e/Sq.m ในปี 2567 เป็น 59.36 kgCO2e/Sq.m ในปี 2568 ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่ต้องการดำเนินธุรกิจอย่างใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency) ในด้านการใช้พลังงาน โดยความผันผวนที่เกิดขึ้นต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบและปรับปรุงสาขาภายใต้มาตรฐานประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าแสงสว่างประหยัดพลังงาน (LED) อย่างเต็มรูปแบบ

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

พนักงาน
พนักงาน
ลูกค้า
ลูกค้า
พันธมิตรทางธุรกิจ
พันธมิตรทางธุรกิจ
หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล
หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล