การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ความมุ่งมั่น
- มุ่งมั่นที่จะบริหารการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยส่งเสริมการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกให้พนักงานใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและไม่สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น รวมถึงให้ความสำคัญต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยมุ่งลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
- ลดปริมาณค่าใช้จ่ายจากการใช้ไฟฟ้าลงจากปี 2024 ซึ่งเป็นปีฐาน ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 ต่อปีเมื่อเทียบกับยอดค่าใช้จ่ายสาขาต่อสาขาที่เปิดให้บริการในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ผลการดำเนินงานในปี 2568
ทบทวนความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จัดหาไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จำนวน
767 เมกกะวัตต์
การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 1,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี และประหยัดพลังงานได้กว่า
8,000 บาท/ปี
ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ
บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบเชิงลบจากการดำเนินงานในทุกมิติ และตระหนักดีว่าสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งการใช้พลังงานในการดำเนินธุรกิจถือเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว มากไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังตระหนักถึงต้นทุนการใช้พลังงานที่ปรับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่อาจสูงขึ้น
แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า
การกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทมีการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยหนึ่งในหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงคือการกำกับดูแล ติดตามและประเมินความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่รวมถึงความเสี่ยงด้าน ESG และความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทยังได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืนของกิจการด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นประธานคณะทำงานชุดดังกล่าวซึ่งจะรับมอบแนวทางและนโยบายจากคณะกรรมการบริษัทสู่การกำหนดกลยุทธ์และผลักดันให้เกิดการปฏิบัติภายในองค์กร รวมถึงติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้
การประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทได้วิเคราะห์ความเสี่ยงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสองมิติหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) และ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transitional Risk) โดยพิจารณาทั้งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้ว (Acute) และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น (Potential) เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการรับมือและปรับตัวเพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ความเสี่ยงทางกายภาพ
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นและมีความถี่มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐาน สถานที่ดำเนินธุรกิจ และห่วงโซ่อุปทานของบริษัท โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณา ได้แก่

สถานการณ์ความเสี่ยงต่ออาคารสำนักงานและร้านค้า
- ฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่เมืองอาจทำให้เกิดปัญหาการเดินทางของพนักงานและลูกค้า รวมถึงอาจสร้างความเสียหายต่อสินค้าคงคลังในร้านค้าและคลังสินค้า
- พายุหรือฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงอาจส่งผลให้ไฟฟ้าดับ ส่งผลกระทบต่อระบบไอที ระบบขายหน้าร้าน (POS) และการให้บริการลูกค้าในสาขา

สถานการณ์ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งสินค้า
- ภัยธรรมชาติเช่น น้ำท่วมฉับพลันหรือพายุในพื้นที่ซัพพลายเออร์อาจทำให้การขนส่งสินค้าล่าช้า กระทบต่อระยะเวลาการนำเข้าสินค้า
- สภาพอากาศที่แปรปรวนอาจเพิ่มต้นทุนโลจิสติกส์ เช่น ค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากความจำเป็นในการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง หรือความต้องการพาหนะที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศ

สถานการณ์ความเสี่ยงต่อการใช้สินค้า
- สินค้าที่มีการใช้งานตามฤดูกาล (Seasonal) เช่น น้ำมันบำรุงผิว (body oil) ซึ่งโดยปกติจะได้รับความนิยมในฤดูหนาว มีความต้องการใช้น้อยลงเมื่อภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงและร้อนขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าไม่สามารถใช้สินค้าได้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด ลูกค้าจึงรู้สึกถึงความไม่คุ้มค่าและอาจหลีกเลี่ยงการซื้อซ้ำได้ ส่งผลต่อยอดขายของบริษัท
- ความต้องการซื้อลดลงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นการเดินทางน้อยลงหรืออยู่บ้านมากขึ้นส่งผลให้สินค้าสำหรับอากาศหนาวมียอดขายลดลง
แนวทางการรับมือ
พัฒนาแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ
กระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน
ใช้เทคโนโลยีติดตามสภาพอากาศล่วงหน้า
พัฒนากลยุทธ์ทางการตลาด
ปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน
การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทธนจิรา โดยมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
- ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้การเลือกแบรนด์สินค้าเพื่อจำหน่ายต้องพิจารณาปัจจัยด้านวัตถุดิบ แหล่งที่มา และกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน
- มีแนวโน้มที่ลูกค้าจะให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถรีไซเคิลได้ บริษัทจึงต้องคัดเลือกสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด

กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
- หลายประเทศมีมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนและภาษีคาร์บอน ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น หากซัพพลายเออร์ไม่ได้ใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- การกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาจทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ในการคัดเลือกแบรนด์สินค้าใหม่ ๆ

เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลง
- เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เช่น วัสดุทดแทนพลาสติก หรือระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ อาจส่งผลต่อการแข่งขันทางธุรกิจ หากบริษัทไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
- การใช้ระบบดิจิทัลในการค้าปลีกมากขึ้น เช่น การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการควบคุมปริมาณการปล่อยคาร์บอนในการขนส่งสินค้า
แนวทางการรับมือ
พิจารณาเลือกแบรนด์ที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืน
ปรับกระบวนการโลจิสติกส์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ประเมินผลกระทบของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่อาจมีต่อธุรกิจ
ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจให้แก่พนักงาน
พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
วางแนวทางการปรับราคาสินค้าที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น
มาตรการในการบริหารเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท

บริษัทธนจิราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยตระหนักถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ จึงได้ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการดำเนินงานขององค์กรและสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม อาทิ การติดตั้งระบบไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การรณรงค์ให้พนักงานมีส่วนร่วมกับบริษัทฯ ในการประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนอุปกรณ์สำนักงานที่ต้องใช้ไฟฟ้าให้เป็นแบบประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ปัจจุบัน บริษัทอยู่ในกระบวนการวางแผนการเก็บข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจก scope 3 ของบริษัทเพิ่มเติม เพื่อให้มีข้อมูลเกี่ยวกับการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 scope ได้ครอบคลุมมากที่สุด
การเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย
จากความมุ่งมั่นต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริษัทจึงสมัครเข้าร่วมเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามเจตนารมณ์ของประชาคมโลกเพื่อเป้าหมายของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ



การบริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้า

ด้วยลักษณะของธุรกิจที่เป็นการให้บริการ ไม่มีส่วนการผลิต การใช้พลังงานหลักจึงมาจากสำนักงานและร้านค้าสาขา ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ดำเนินมาตรการที่จะลดการใช้พลังงานในกระบวนการทำงาน ทั้งสำหรับทุกร้านค้าและภายในสำนักงานในเครืออย่างต่อเนื่อง ดังนี้

เปลี่ยนหลอดไฟแสงสว่างที่ใช้อยู่เดิมจากหลอด Fluorescent 36 W เป็น หลอด LED 14-18 W
ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าและมีอายุการใช้งานนานกว่า บริษัทฯ จะได้เริ่มทยอยให้ทุกส่วนงานมีการเปลี่ยนหลอดไฟดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้มากกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับการใช้หลอดไฟแบบเดิม

เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desk Top) มาใช้คอมพิวเตอร์แบบพกพา (Laptop)
ซึ่งกินไฟน้อยกว่า จากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะประมาณ 200-250 W เป็นประมาณ 60-70 W เท่านั้น โดยบริษัทฯ มีแผนจะเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2568

บริษัทฯ ได้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์โครงการประหยัดพลังงานและนํ้า
สำหรับใช้ในโรงงานและสำนักงานให้กับพนักงานเพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและรู้คุณค่า และปฏิบัติตามด้วยวิธีการต่างๆ โดยมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทางอีเมล และบอร์ดประชาสัมพันธ์ รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านสติ๊กเกอร์ตามจุดใช้งาน เพื่อรณรงค์การปิดไฟหลังใช้งาน การถอดปลั๊ก และปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน
เนื่องจากอาคารสำนักงานและร้านค้าของบริษัทตั้งอยู่ในอาคารสำนักงานให้เช่าและศูนย์การค้า ไม่มีข้อมูลหน่วยการใช้ไฟฟ้าตามจริง บริษัทจึงประมาณการใช้ปริมาณไฟฟ้าของบริษัทโดยการคำนวณจากราคาค่าไฟเฉลี่ยต่อหน่วยที่ถูกเรียกเก็บจริงจากการดำเนินกิจการร้านค้ารวมถึงอาคารสำนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2567-2568 เพื่อทราบถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบริษัทและใช้เป็นข้อมูลสำหรับการกำหนดเป้าหมายการลดการใช้ไฟฟ้ารวมถึงการบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดตามตารางด้านล่าง
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบริษัทตั้งแต่ปี 2567-2568
| ขอบเขต | ปริมาณการใช้ไฟฟ้าปี 2567 (หน่วย) | ปริมาณการใช้ไฟฟ้าปี 2568 (หน่วย) |
|---|---|---|
| ร้านค้าสาขาทั้งหมด | 1,477,513.79 | 1,624,644.72 |
| อาคารสำนักงาน | 86,943.12 | 90,019.44 |
| โกดังคลังสินค้า | 93,544.32 | 82,735.07 |
| รวมปริมาณการใช้ไฟฟ้า | 1,658,001.23 | 1,797,399.23 |
หมายเหตุ
1. ปี 2567 จำนวนร้านค้าสาขาที่เก็บข้อมูลได้คือ 65 สาขา ในขณะที่ปี 2568 จำนวนร้านค้าที่เก็บข้อมูลได้คือ 62 สาขา
2. ข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้าของอาคารสำนักงาน 4 แห่ง และ อาคารโกดังสินค้าสินค้า 4 แห่ง
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 (Scope 2)
| ขอบเขต | ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 2) ปี 2567 | ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 2) ปี 2568 |
|---|---|---|
| ร้านค้าสาขาทั้งหมด | 701,819.05 tCO2e | 771,706.24 tCO2e |
| อาคารสำนักงาน | 41,297.98 tCO2e | 42,759.23 tCO2e |
| โกดังคลังสินค้า | 44,433.55 tCO2e | 39,299.16 tCO2e |
| รวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 (Scope 2) | 884,207.12 tCO2e | 935,823.03 tCO2e |
หมายเหตุ
ค่า Emission Factor สำหรับการคำนวณ scope 2 ได้แก่ 0.4750 kgCO2e/kWh เป็นค่ามาตรฐานล่าสุดที่ผ่านความเห็นชอบโดยคณะกรรมการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO (อบก.) (Source: Carbon Footprint for Organization)
ความเข้มข้นของพื้นที่ต่อตารางเมตร (Scope 2 Intensity)
| จำนวนพื้นที่ (ร้านค้าสาขา อาคารสำนักงาน และ โกดังสินค้า) | ดัชนีความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 2 ต่อตารางเมตร | |
|---|---|---|
| 2567 | 15,070.58 ตารางเมตร | 58.67 kgCO2e/Sq.m |
| 2568 | 15,765.74 ตารางเมตร | 59.36 kgCO2e/Sq.m |
ปี 2568 บริษัทมีการขยายพื้นที่ดำเนินงานรวม (รวมร้านค้าสาขา สำนักงาน และคลังสินค้า) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.61 จาก 15,070.58 ตารางเมตรในปี 2567 เป็น 15,765.74 ตารางเมตรในปี 2568 อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถควบคุมดัชนีความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 2 (Scope 2 Intensity) ให้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.17 เท่านั้น จาก 58.67 kgCO2e/Sq.m ในปี 2567 เป็น 59.36 kgCO2e/Sq.m ในปี 2568 ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่ต้องการดำเนินธุรกิจอย่างใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency) ในด้านการใช้พลังงาน โดยความผันผวนที่เกิดขึ้นต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบและปรับปรุงสาขาภายใต้มาตรฐานประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าแสงสว่างประหยัดพลังงาน (LED) อย่างเต็มรูปแบบ